วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กาแฟปั่น

พ่อผมเป็นเพื่อนกับ ปรีดา จุลละมณฑล

นักกีฬาจักรยานในตำนาน เคยร่วมทีมจักรยานคว้าแชมป์ระดับชาติอะไรสักอย่าง เมื่อตอนผมเป็นเด็ก จำไม่ได้ และไม่สนใจจะจำ ปัจจุบันพ่อไม่เหลือคราบนักกีฬาโคตรหล่ออีกแล้ว กลายเป็นชายแก่ที่มีงานอดิเรกต่อจักรยานทรงแปลกอวดเพื่อนฝูง และผม

ผมเคยซ้อนท้ายจักรยานของพ่อ แล้วเอาเท้าแหย่เข้าไปในล้อขณะปั่นด้วยความเร็ว จนข้อเท้าหัก และกลายเป็นแผลเป็นมาจนทุกวันนี้ ประสบการณ์ที่ทำให้ไม่สนใจวงการนักปั่นเท่าใด

เพื่อนผมชวนไปขี่จักรยาน ตาม ที่เขากลับมานิยมในช่วงสองสามปีมานี้ แต่ผมกลับเฉยๆ เพราะผมชอบวิ่งมากกว่า แต่เมื่อลองมานึกๆ ดูในตอนนี้ ตัวเองก็มีอะไรเกี่ยวกับจักรยานพอสมควรนะ

ทำไมผมถึงย้อนความสัมพันธ์นี้ ผมนั่งอยู่ในร้าน Kafe' Roubaix ตรงนิมมาน ร้านกาแฟที่ตกแต่งจากเจ้าของที่รักจักรยาน โทนสีไม้โอ๊ค และเหล็กพ่นสีดำ จักรยานและเสื้อกีฬาถูกแขวนไว้ด้านในสุดของร้าน แต่กลับดูเป็นส่วนเกิน 

จักรยาน กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเท่ ของคนมีอันจะกิน?

ภาพบนจอโทรทัศน์ในร้านฉายการแข่งขันจักรยาน Paris - Roubaix เส้นทางในตำนานจาก เมือง Compiègne สู่รูเบ ระยะทาง 259.5 กิโลเมตร ว่ากันว่าเป็นเส้นทางปีศาจของนักจักรยาน เพราะมีช่วงระยะ 50 กิโลเมตรที่พื้นถนนปูด้วยหินแกรนิตทรงลูกเต๋า ขรุขระ สุดโหด

ผมนึกถึงตอนเป็นเด็ก พ่อจะพาผมและน้องขี่จักรยานไปในที่ที่ไม่เคยไป เราแข่งกันว่า บนถนนดินลูกรัง ตะปุ่มตะป่ำ คันนา หรือพงหญ้ารก ใครจะเอาเท้าสัมผัสพื้นน้อยกว่ากัน

เป็นการสร้างความสมดุลย์ กระตุ้นชิ้นส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย บังคับให้พาหนะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ผ่านถนนเรียบลื่น ผ่านอุปสรรคต่างๆ ผมจำความรู้สึกท้าทาย เสียงหัวเราะ จิตใจจดจ่ออยากจะออกผจญภัยกับพ่อในวันนั้นได้ เหมือนกลิ่นกาแฟหอมของร้านโปรดสักที่

แต่ไม่ใช่ที่นี่




วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บ้านเก็บฟาง

เป็นครั้งแรก ที่มาเชียงใหม่คนเดียว .. บ่ายแก่ๆ แล้ว คิดว่าจะไปหาร้านกาแฟนั่งอ่านหนังสือสักหน่อย

ฝนตก

ขณะนั่งรอในโรงแรมเก่าๆ แถวนิมมาน นึกหาร้านที่จะไป อืมม คิดออกแล้ว ร้านนี้ดีกว่า เดินไปสักสองกิโล ก็ไหวอยู่ ขอร่มจากโรงแรมตอนฝนเริ่มจาง เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ หันไปทางดอยสุเทพ มีหมอกปกคลุมที่ยอดเขา แสงแดดค่อยๆ แทรกตัวออกมาตามเมฆ... ฝนหยุดแล้ว

ฉิบหายล่ะ 

รถแล่นผ่านทำน้ำกระเซ็นมาโดนรองเท้าผ้าใบ อยากสบถออกมา แต่ช่างมันเถอะ รู้สึกเนือยๆ ไม่อยากคิดอะไรมาก เดินไปเรื่อยๆ ทางวัดสวนดอก เข้าซอยไปจนเจอร้านกาแฟชื่อ The Barn House 

คนประเทศนี้นี่แปลก ชอบสร้างและตั้งชื่ออะไรเลียนแบบเมืองนอก ดัดจริต เหมือนพวกปาลิโอ้ ซานโตรินี่ เลียนแล้วก็ใช่ว่าจะเหมือน แต่คนก็แห่ไปถ่ายรูป เพ้อไปกับสิ่งปลอมๆ เพ้อไปกับภาพ ภาพที่ไร้จิตวิญญาณ ไม่ต่างจากของเล่นสมัยเด็ก ที่ฉาบด้วยสีสันหลอกล่อ นี่คือสังคมที่นิยมหนังแอ็คชั่นตลาด กับละครน้ำเน่า

บาร์น เฮาส์ เป็นชื่อของบ้านแบบชนบทอังกฤษ ที่ประยุกต์มาจากฟาร์ม ถูกนำมาใช้เป็นแนวความคิดในการตกแต่งร้านกาแฟนี้ เพดานเปิดโล่งดี ของตกแต่งสวย นั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะหลังร้าน เห็นกลุ่มเด็กอาร์ตๆ เซอร์ๆ นั่งดูดบุหรี่กันอยู่หน้าร้าน นึกถึงเบร็ด แอนเดอร์สัน สมัยก่อน เด็กพวกนี้น่าจะรู้จักกับบาริสต้าที่หน้าตาคมคายไม่แพ้กัน ช่างไม่เข้ากับเสียงเหน่ออู้คำเมืองแสนน่ารัก

เด็กแนวหลายคนผลัดกันมานั่ง และทักทายกัน คงจะเป็นที่โปรดของพวกเขา ร้านสีขาวดูสะอาดกับสเปซเปิดโปร่ง ก็ดูดีนะ ตัดกับของตกแต่งดิบๆ แนวเรโทร นั่งแล้วนึกถึงเพลงของ Nirvana พยายามเถื่อนแต่ติดหูฉิบหาย อนึ่ง เพลงในร้านฉไนเป็นบอสซาโนว่าโหลๆ ตกลงมันจะแนวไหน หรืออยากจะแนวแค่ไหนก็ยังขอตลาดอยู่ดี ทำไมไม่ลองเป็นตัวเองให้ที่สุดไปเลย

คิด

จริงๆ แล้ว ที่มาร้านนี้ เพราะแฟนเก่าเคยบอกจะพามา แต่ดันเลิกกันไปก่อนหน้าสองอาทิตย์ เลยต้องมานั่งแกร่วคนเดียว ถามว่าคิดถึงไหม คิดถึง เลยถ่ายรูปลง instagram แล้วตั้งชื่อว่า alone ... ขำปนสมเพสตัวเอง ใจ...ก็หวังนั่นแหละ ว่ามันจะมาหา

กาแฟหมดแก้วแล้ว ร้านสีขาว เริ่มกลายเป็นสีเทาแล้ว พื้นถนน เริ่มแห้งแล้ว คงจะต้องเดินกลับเสียที รถสีดำที่แล่นสวนทางมาคันนั้น จะเป็นมันหรือเปล่า มอง มองตามจนลับสายตา แล้วก็เดินต่อไป